Wednesday, 29 October 2008

รอก ( Pulley )




เครื่องกล
เครื่องกล หมายถึง อุปกรณ์ที่ช่วยผ่อนแรงหรืออำนวยความสะดวก หรือทั้งช่วยผ่อนแรงและอำนวยความสะดวก

เครื่องกลแบ่งเป็นหลายประเภท เช่น รอก คาน พื้นเอียง ลิ่ม สกรู ล้อ เพลา
1.รอก เป็นเครื่องกลที่ใช้สำหรับยกของขึ้นที่สูงหรือหย่อนลงไปในที่ต่ำ รอกมีลักษณะเป็นล้อมหมุนได้คล่องรอบตัว และมีเชือกพาดล้อสำหรับยกตัวและดึงวัตถุ

-รอกเดี่ยวตายตัว ( Fix Pulley ) เป็นรอกที่ไม่ช่วยผ่อนแรง แต่ช่วยอำนวยความสะดวก


E = แรงดึง ( นิวตัน )
W = น้ำหนักหรือความต้านทาน ( นิวตัน )
T = แรงดึงของเชือก ( นิวตัน ) เมื่อดึงวัตถุเคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงที่

E = T
T = W
*การคำนวณสูตร E = W




-รอกเดี่ยวเคลื่อนที่ ( Moveable Pulley ) เป็นรอกที่ช่วยอำนวยความสะดวกและช่วยผ่อนแรง
E + T = W
T = E ( เพราะเป็นเชือกเส้นเดียวกัน )

E + E = W
2E = W
*การคำนวณสูตร E = W/2

-รอกพวง ( Block Pulley ) เกิดจากการนำรอกหลายๆตัวมาผูกเป็นพวงเดียวกัน ทำให้ผ่อนแรงมากขึ้น การคำนวณให้คิดทีละตัว แบรอกเดี่ยว

E = แรงที่ใช้ดึงวัตถุ (นิวตัน)
W = น้ำหนักของวัตถุ (นิวตัน)
n = จำนวนรอกเดี่ยวเคลื่อนที่

สูตร E = W/2 ยกกำลัง n

Monday, 27 October 2008

เหล็กหล่อ




เหล็กหล่อมีอยู่หลายชนิดซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นชนิดๆหรือกลุ่มใหญ่ๆ ได้หลายกลุ่ม โดยแบ่งออกตามลักษณะการวมตัวกันของคาร์บอนและโครงสร้างพื้นฐานเป็นหลัก ได้แก่

1. เหล็กหล่อสีเทา( gray cast iron )
เป็นเหล็กหล่อที่มีราคาถูกที่สุดในบรรดาเหล็กหล่อทั้งหมด เหล็กหล่อสีเทาถูกผลิตจากเหล็กดิบ ( pig iron ) โดยตรงโดยการนำเหล็กดิบมาหลอมในเตาคิวโปล่าหรือเตาไฟฟ้า และจะมีการผสมธาตุบางชนิดเข้าไปเพื่อปรังปรุงคุณภาพของเหล็กหล่อสีเทาให้ดีขึ้น เหล็กหล่อสีเทาเมื่อหักดูเนื้อเหล็กตรงรอยหักจะมีลักษณะสีเป็นสีเทา จึงเรียกว่าเหล็กหล่อสีเทา ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าในช่วงการเปลี่ยนสภาวะจากของเหลวเป็นของแข็งจะเป็นไปแบบช้าๆ ตามธรรมชาติ ทำให้คาร์บอนแยกตัวออกมารวมตัวกันอยู่ในรูปของแกรไฟต์และกระจัดกระจายอยู่ทั่วๆ ไปในเนื้อเหล็ก

เหล็กหล่อสีเทามีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับการใช้งานในทางอุตสาหกรรม คือ
1.1 มีอุณหภูมิในการหลอมเหลวต่ำ และมีความสามารถในการหลอมเหลวได้ดี จึงสามารถที่จะไหลไปตามแบบที่มีความสามารถสลับซับซ้อนได้ดี

1.2 มีอัตราการขยายตัวต่ำ จึงนิยมใช้ทำส่วนประกอบของเครื่องจักร ที่ต้องการขนาดและรูปร่างคงที่

1.3 มีความไม่มากนัก จึงสามารถกลึง กัด เจาะ และไส เพื่อความตกแต่งให้ได้ขนาดตามความต้องการได้ง่ายรับแรงสั่นสะเทือน และแรงอัดได้ดี จึงใช้ทำแท่นเครื่องจักรเครื่องมือกลชนิดต่างๆ

2. เหล็กหล่อสีขาว ( white cast iron )
เป็นเหล็กหล่อที่มีคาร์บอนผสมอยู่ในรูปของเหล็กคาร์ไบด์หรือซีเมนไทต์ ( Fe 3C ) ทำให้เหล็กหล่อมีคุณสมบัติแข็งและเปราะแตกหักได้ง่าย เมื่อหักดูรอยแตกหักจะเห็นเป็นสีขาว จึงเรียกว่าเหล็กหล่อสีขาว ที่เป็นเช่นนี้เป็นเพราะการเปลี่ยนสภาวะของเหล็กหล่อจากสภาพหลอมเหลว เป็นสภาวะของแข็งจะเป็นไปอย่างรวดเร็ว เหล็กหล่อสีขาวส่วนมากใช้ทำชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่คงทนต่อการเสียดสี จานเจียระไน เพชร - พลอย อุปกรณ์การผลิตซีเมนต์ อิฐ

คุณสมบัติของเหล็กหล่อสีขาวที่เหมาะกับการใช้งานในทางอุตสาหกรรม คือ
2.1 มีความแข็งสูง สามารถนำมา กลึง กัด เจาะ ใสได้
2.2 มีความเปาะสูง
2.3 ทนแรงกระแทกได้น้อย
2.4 ทนการเสียดสีได้ดี การสึกหรอระหว่างการใช้งานน้อย เช่น แบริ่งลูกปืน ล้อรถไฟ

Saturday, 25 October 2008

เตาคิวโปลา (Cupolar)




เตาคิวโปลา
ขั้นตอนการทำงานของเตา "คิวโปลา"
1. ติดเตาดดยใช้ถ่านฟืนหรือวัตถุเชื้อเพลิง ในครั้งแรกเมื่อติดดีแล้วจึงเติมถ่านโค้กลงไปให้มีปริมาณสูงกว่ารูพ่นลมเล็กน้อย เพราะหากมีปริมาณน้อยเกินไปจะทำให้เหล็กหล่อขาดซิลิคอนและแมงกานีสหรือมีปริมาณมากเกินไปจะทำให้มีกำมะถันในน้ำเหล็กมาก

2. ค่อย ๆ พ่นลมเข้าไปในเตาจนกว่าถ่านโค้กจะติดไฟ แล้วจึงลดปริมาณลมลง

3. เติมหินปูนสลับกับเหล็กดิบและเศษเหล็กสลับกันไปเป็นชั้น ๆ จนเต็ม

4. เมื่อเติมวัตถุดิบจนเต็มแล้วให้ปิดรูน้ำเหล็ก , รูขี้ตะกรันให้หมด แล้วเพิ่มปริมาณกระแสลม ทำให้เกิดความร้อนจนกระทั่งเหล็กหลอมละลาย

5. เมื่อเหล็กหลอมละลายให้เติมวัตถุดิบลงมาเรื่อย ๆ โดยเติมสลับกันเป็น ชั้น ๆ

6. เมื่อเหล็กหลอมละลายจนกระทั่งได้ปริมาณที่ต้องการให้เปิดรูขี้ตะกรันออกก่อนแล้วจึงเปิดรูน้ำเหล็กออก

7.นำเบ้ามารองรับน้ำเหล็ก เพื่อเทลงแบบหล่อที่เตรียมไว้

Wednesday, 22 October 2008

การหล่อ (Casting)




การหล่อโลหะ

เป็นกรรมวิธีซึ่งเราได้รู้จักกันมานานมากแล้ว และในปัจุบันก็ยังคงใช้กรรมวิธีนี้อยู่ แต่ในปัจจุบันกระบวนการการหล่อได้ปรับปรุงวิธีการก้าวหน้าไปไกลมากแล้ว

การหล่อโลหะ คือวิธีการหลอมโลหะให้ละลายด้วยวิธีการหลอมแบบต่างๆ ขึ้นอยู่กับลักษณะของชนิดโลหะนั้นๆ เช่น การใช้เตาคิวโปล่า (Cupola) สำหรับการหลอมเหล็กหล่อ, เตาอาร์คไฟฟ้าสำหรับการหลอมเหล็กกล้า และเตาอินดักชั่น (เตาไฟฟ้าเหนี่ยวนำ) สำหรับการหลอมโลหะทองแดงผสม (ในปัจุบันจะพบว่าการหลอมเหล็กเพื่องานหล่อจะนิยมใช้เตาอินดักชั่นในการหลอม ไม่ว่าจะเป็นงานหล่อเหล็กหล่อหรืองานหล่อเหล็กกล้าก็ตาม) เมื่อโลหะหลอมเหลวดีแล้วก็จะนำน้ำเหล็กไปเทลงบนแบหล่อ ซึ่งจะทำด้วยวัสดุที่ทนความร้อน ทำให้เกิดรูปทรงตามที่เราต้องการ

ถ้าเราต้องการที่จะหล่องานขึ้นมาชิ้นหนึ่ง เราจะต้องนำชิ้นงานจริงมาทำแบบจำลอง ซึ่งแบจำลองอาจจะทำมาจากไม้หรือวัสดุอย่างอื่นก็ได้ เช่น โฟม โดยต้องมีการเผื่อขนาดกันการหดตัว แบจำลองนี้เราจะเรียกว่า "Pattern" พอเราได้ "Pattern" นำมาปั้นแบด้วยทราย (ทรายผสมดินเหนียว) ดึงแบบไม้ออกจากตัวแบบหล่อที่ปั้นด้วยทราย จะทำให้เกิดเป็นช่องว่าง (Cavity) ขึ้น จากนั้นเราก็วางตำแหน่งรูสำหรับใช้ในการเทน้ำโลหะเข้าไปได้สะดวก แล้วนำน้ำเหล็กมาเทลงรูเท เมื่อโลหะแข็งตัวภายในแบบแล้ว ให้รื้อเอาทรายออกก็จะได้ชิ้นงานหล่อที่มีขนาดใกล้เคียงกับความต้องการของเรา

วิธีการหล่อที่ใช้กันในปัจจุบันมีอยู่หลายวิธีเช่น

1.ถ้าใช้ทรายทำแบบจะเรียกว่า Sand Casting
2.ถ้าใช้โลหะทนความร้อนในการทำแบบหล่อจะเรียกว่า (Gravity Die Casting)
3.ถ้าใช้แบหล่อทำด้วยโลหะและมีการใช้ความดันช่วยในการฉีดโลหะหลอมเหลวให้ไหลเข้าไปแบจะเรียกว่า (HIgh Pressure) Die Casting
4.ถ้านำแบบหล่อมาหมุนเหวี่ยงให้โลหะเข้าไปในแบได้ดีจะเรียกว่า Centifugal Casting

กรรมวิธีการขึ้นรูปโลหะ




การขึ้นรูปโลหะ
กรรมวิธีการขึ้นรูปโลหะ (Fabrication of Metals)
ตามความหมายของคำว่า "Fabrication" นั้นจะมีความหมายโดยครอบคลุมไปถึง กรรมวิธีการผลิตโลหะสำเร็จรูปทุกชนิด ซึ่งเป็นความหมายโดยกว้าง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างขึ้นรูปหรือผลิตโลหะที่มีรูปร่างด้วยกรรมวิธีใดๆก็ตาม เช่น อาจจะทำการขึ้นรูปโลหะที่อุณหภูมิสูงหรืออุณหภูมิต่ำก็ตามจะรวมเรียกว่า "Fabrication"

สมมติว่าเราต้องการผลิตเฟืองเกียร์หนึ่งชิ้น เราจะต้องเริ่มตั้งแต่การหลอมโลหะและการหล่อให้เป็นรูปร่างชิ้นงานหยาบๆ ที่เราต้องการ แล้วนำมาผ่านกระบวนการ "Machine" เพื่อให้ได้ขนาดตามที่เราต้องการ และนำมากัดเป็นฟันเฟือง เสร็จแล้วเราจึงนำไปผ่านกระบวนการชุบแข็งเพื่อให้ได้ความแข็งสูงสามารถใช้งานได้ทนทาน ซึ่งกรรมวิธีดังกล่าวทั้งหมดเราจะเรียกว่า "Fabrication" ซึ่งจะมีมากมายและมีขอบเขตกว้างขวางมาก

กรรมวิธีที่สำคัญของการขึ้นรูปโลหะแยกออกเป็น 4 ประเภท คือ
1) การหล่อ (Casting)
2) การแปรรูปหรือขึ้นรูปในสภาพร้อน (Hot Working)
3) การแปรรูปหรือขึ้นรูปในสภาพเย็น (Cold Working)
4) กรรมวิธีโลหะผง (Powder Metallurgy)

โลหะที่เราจะนำมาแปรรูปตามกรรมวิธีต่าง ๆ ดังกล่าวมานั้น ส่วนใหญ่จะได้มาจากการถลุงจากเตาถลุง ซึ่งจะผลิตมาในรูปของ Ingot เป็นแท่งขนาดต่าง ๆ เช่น Steel Ingot, Pig Iron และ Aluminium Ingot จากนั้นจึงจะนำมาผ่านกรรมวิธีผลิตเป็นโลหะสำเร็จรูปต่อไป

Monday, 20 October 2008

เพลาลูกเบี้ยว




เพลาลูกเบี้ยว
เพลาลูกเบี้ยว ( Camshaft )
เพลาลูกเบี้ยว เป็นเพลาหมุน ที่ถูกสร้างให้บริเวณแกนเพลามีชิ้นโลหะยื่นออกมาในรูปทรง "รูปไข่" โลหะที่ยื่นออกมาจากแกนเพลาที่เป็นรูปไข่นี้เอง เรียกว่า "ลูกเบี้ยว" เมื่อเวลาแกนเพลาหมุน ลูกเบี้ยวก็จะหมุนตามไปกับเพลา

หน้าที่ของเพลาลูกเบี้ยว
เพลาลูกเบี้ยว ทำหน้าที่ควบคุมการเปิดวาล์วไอดี (ปิดวาล์วไอเสีย) เพื่อให้ไอดีไหลเข้ามาสู่ห้องเผาไหม้ และเปิดวาล์วไอเสีย (ปิดวาล์วไอดี) เพื่อให้ไอเสียไหลออกไป สรุปคือ เมื่อเพลาลูกเบี้ยวหมุนเมื่อใด ก็จะต้องมี การเปิด-ปิดของวาล์ว (Valve) เกิดขึ้นเมื่อนั้น

การติดตั้งของเพลาลูกเบี้ยว
เครื่องยนต์รุ่นเก่า จะมีเพลาลูกเบี้ยว เป็นแกนอยู่ภายในห้องเสื้อสูบ (ห้องเครื่อง) ซึ่งได้รับแรงหมุนมาจาก เพลาข้อเหวี่ยงอีกที เครื่องยนต์ที่มีเพลาลูกเบี้ยวติดตั้งอยู่ในห้องเครื่องนี้ เวลาเพลาลูกเบี้ยวหมุน ก็จะไปดันเอาลูกกระทุ้ง (Cam follower) ให้ไปดันเอาก้านกระทุ้ง (Push rod) ซึ่งแกนอีกด้านหนึ่งของก้านกระทุ้ง ก็จะไปดันกระเดื่องวาล์ว (Rocker arm) ให้ไปกดวาล์วให้เปิดออก เมื่อวาล์วเปิดออก ก็จะส่งผลให้ มีการถ่ายเทอากาศ ในห้องเผาไหม้ (วาล์วที่ติดตั้งอยู่เหนือห้องเผาไหม้เรียกว่า Over Head Valve หรือ OHV) ส่วนเครื่องยนต์ที่มีการติดตั้งเพลาลูกเบี้ยวอยู่ด้านบนของฝาสูบ เรียกว่า Over Head Camshaft หรือ OHC การทำงานในลักษณะนี้ จะไม่ใช้ก้านกระทุ้งในการส่งต่อกำลัง เพราะเพลาลูกเบี้ยว จะควบคุมการ เปิด-ปิดวาล์วด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นการควบคุมการทำงานโดยตรง และลดชิ้นส่วนอุปกรณ์ให้น้อยลงด้วย เครื่องยนต์ OHC ส่วนใหญ่จะใช้ลูกเบี้ยว ในการควบคุมการเปิด-ปิดวาล์วโดยตรง แต่ก็อาจมีเครื่องยนต์บางรุ่น ที่ใช้กระเดื่องวาล์ว ในการทำงาน เครื่องยนต์ใดใช้เพลาลูกเบี้ยวแกนเดียว ติดตั้งอยู่เหนือฝาสูบ ในการควบคุมการเปิด-ปิด การทำงานของวาล์ว เรียกเครื่องยนต์นั้นว่า มีการทำงานแบบ Single Over Head Camshaft หรือ SOHC ต่อมามีการออกแบบ ให้มีเพลาลูกเบี้ยวอยู่ 2 แกน ติดตั้งอยู่คู่ขนานกัน แกนหนึ่ง ควบคุมการเปิด-ปิดไอดีโดยเฉพาะ ส่วนอีกแกนหนึ่ง ควบคุมการเปิด-ปิด ไอเสียโดยเฉพาะเช่นกัน เรียกเครื่องยนต์นั้นว่ามีการทำงานแบบ Doble Over Head Camshaft หรือ DOHC ที่เราสามารถเห็นตัวอักษรนี้ พิมพ์ติดอยู่บนฝาวาล์ว ของรถนั่นเอง

วิธีการหมุนของแกนเพลาลูกเบี้ยว

แกนเพลาลูกเบี้ยว ได้รับแรงฉุดให้หมุน จากเพลาข้อเหวี่ยง (Crank shaft) ซึ่งตัวกลางที่ส่งผ่านแรงฉุดนี้ มี 3 ชนิด คือ

1.สายพานราวลิ้น (Timing belt)
2.เฟืองราวลิ้น (Timing gear
3.โซ่ราวลิ้น (Timing chain)

เพลา ( SHAFT )



เพลา (Shaft) คือ อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับติดตั้งอุปกรณ์ทำงาน หรือใช้ส่งกำลังจากจุดหนึ่งไปยังจุดอื่นๆ ตัวอย่างเช่น พัดลมระบายอากาศ( Ventilating fan ) จะประกอบด้วย ใบพัดที่ติดตั้งอยู่บนเพลา และที่ปลายเพลาทั้งสองด้านจะถูกรองรับไว้ด้วยรองลื่น (Bearing) ถ้าเป็นพัดลมชนิดที่ทิศทางการไหลของอากาศไหลตามแนวรัศมี ( พัดลมของเครื่องปรับอากาศ จะมีเสื้อ (Casing) หุ้มอยู่ภายนอกอีกชั้นหนึ่งเพื่อบังคับให้ลมไหลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่ปลายเพลาด้านใดด้านหนึ่งจะมีล้อสายพาน ( Pulley ) ยึดติดอยู่เพื่อรับการส่งกำลังการหมุนจากต้นกำลังที่อาจจะเป็น มอเตอร์ ฯ มาทำให้พัดลมหมุน หรือติดตั้งต้นกำลังขับตรงที่ปลายเพลาก็ได้

เพลาข้อเหวี่ยง (CRANKSHAFT)

แรงขับที่ใช้ในการขับเคลื่อนล้อของรถยนต์ ได้มาจากการเคลื่อนตัวขึ้นลงของก้านสูบและผลจากหมุนของเพลาข้อเหวี่ยงเพลาข้อเหวี่ยงได้รับแรงจากลูกสูบและก้านสูบทำให้หมุนด้วยความเร็วสูงด้วยเหตุนี้มันจึงทำจากเหล็กไฮเกร็ดผสมคาร์บอนซึ่งมีความทนต่อการสึกกร่อนสูง
เพลาข้อเหวี่ยง



Saturday, 18 October 2008

การชุบแข็ง




การชุบแข็ง
การชุบเคลือบผิว และการชุบแข็ง เป็นเทคโนโลยีที่มีมานาน มีวัตถุประสงค์ เพื่อปรับปรุงผิวชิ้นงานให้มีความแข็ง เพื่อทนต่อการสึกหรอ การเสียดสี ความร้อน รวมถึงป้องกันการกัดกร่อน การชุบเคลือบ เป็นการเอาวัสดุมาเคลือบ ติดกับผิวชิ้นงาน ได้แก่ การพ่นเคลือบด้วยเปลวความร้อน การชุบเคลือบผิวด้วยไฟฟ้า การเคลือบผิว ด้วยไอกายภาพ และไอเคมี การทาสี การเคลือบสารแม่เหล็กลงบนแผ่นดิสก์ อุตสาหกรรมเกือบทุกประเภทมักผ่านการชุบเคลือบทั้งสิ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมการบินและอวกาศ อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมเคมีและปิโตรเลียม ตลอดจน ชิ้นส่วนทางการแพทย์
ส่วนการชุบแข็งเหล็กกล้า เป็นการทำให้เหล็กกล้า มีความแข็งเพิ่มขึ้น โดยการให้ความร้อน เพื่อทำให้เหล็กกล้า เปลี่ยนโครงสร้างผลึก จากนั้นจึงทำให้เย็นตัวลง โดยอัตราการเย็นตัว ต้องเร็วพอ ที่จะทำให้เหล็กกล้า เปลี่ยนโครงสร้างผลึกเป็น มาร์เทนไซด์ซึ่งมีความแข็งสูง

การชุบแข็งเหล็กกล้าแบ่งเป็น 2 วิธี คือ การชุบแข็งทั้งชิ้นงาน และการชุบผิวแข็ง การชุบแข็งทั้งชิ้นงาน สามารถทำได้โดยการชุบโดยตรง ในสารชุบ ซึ่งได้แก่ น้ำ น้ำเกลือ น้ำมัน ก๊าซไนโตรเจน หรืออากาศ ขึ้นอยู่กับชนิดของเหล็กกล้านั้นๆ การเลือกสารชุบ พิจารณาจากความร้อนในการเย็นตัว ของเหล็กกล้า ขณะชุบลงในสารชุบ ต้องสูงกว่าอัตราเย็นตัววิกฤต ของเหล็กชนิดนั้นๆ เพื่อให้ได้โครงสร้างมาร์เทนไซด์ นอกจากนี้ควรคำนึงถึง การเสียรูป การแตกร้าวซึ่งอาจเกิดขึ้นกับชิ้นงานในขณะชุบด้วย ปัจจัยดังกล่าว ทำให้ได้ความลึกของผิวแข็ง สำหรับการชุบผิวแข็งเป็นการชุบแข็งชิ้นงาน เพื่อให้ชิ้นงานมีความแข็งเฉพาะผิว โดยบริเวณแกนกลาง ยังคงความเหนียวอยู่ ชิ้นงานที่ผ่านการชุบ จะทนต่อการเสียดสี และสามารถรับแรงกดอัด ที่ผิวเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ผิวที่ผ่านการชุบแข็งยังสามารถป้องกันการแตกร้าวจากความล้าได้ดี การชุบผิวแข็งมีหลายวิธี ได้แก่ การชุบผิวแข็งด้วยเปลวไฟ การชุบผิวแข็งด้วยกระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำ การชุบผิวแข็งแบบคาร์บูไรซิ่ง การชุบผิวแข็งแบบคาร์โบไนไตรด์ดิ่ง การชุบผิวแข็งแบบไนไตรดิ่ง ภายหลังการชุบแข็ง ต้องทำการตลอดสอบคุณภาพ ชิ้นงานชุบแข็ง ได้แก่ การเกิดออกซิเดชั่นที่ผิว การเสียรูป การบิดตัว การขยายตัว การหดตัวของชิ้นงาน การแตกร้าว นอกจากนี้ ยังต้องตรวจสอบโครงสร้างจุลภาค และวัดค่าความแข็งที่เกิดขึ้นด้วย

Hardcrome (ฮาร์ดโครม)


การชุบฮาร์ดโครม
เมื่อชิ้นส่วนเครื่องจักรเริ่มมีการสึกกร่อนหรือเกิดรอยแตกขึ้น ผู้เป็นเจ้าของจำนวนไม่น้อย ที่ตัดสินใจปลดมันออกจากหน้าที่และหาซื้อชิ้นส่วนตัวใหม่มาแทน ซึ่งทุกคนต่างก็ทราบดีว่าการหยุดเครื่อง เพื่อรออะไหล่ตัวใหม่มาเปลี่ยนนั้น ทำให้เกิดการสูญเสียทางการผลิต ซึ่งแน่นอนว่าต้องกระทบถึงผลกำไรที่จะตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อเป็นการประหยัดทั้งเงินและเวลา “การชุบฮาร์ดโครม” จึงเป็นทางออกที่ไม่ควรมองข้าม เพราะนอกจากจะช่วยลดเงินและเวลาที่ต้องหมดไปกับการรอชิ้นส่วนใหม่แล้ว ประสิทธิภาพการทำงานของชิ้นส่วนที่ผ่านการชุบฮาร์ดโครมยังดีเยี่ยมไม่แตกต่างจากของใหม่อีกด้วย

การชุบฮาร์ดโครม เป็นวิธีการเคลือบเชิงไฟฟ้า (Electrolytic Deposition) โดยใช้โครเมียม ซึ่งเป็นวิธีการที่เหมาะกับงานเชิงวิศวกรรม วัตถุที่นิยมนำมาชุบส่วนใหญ่จะเป็นเหล็กกล้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล็กกล้าชุบแข็ง การชุบฮาร์ดโครมสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะใหญ่ๆ คือ การชุบอย่างบางและการชุบหนา “การชุบอย่างบาง” เป็นการชุบเพื่อยืดอายุการใช้งานของชิ้นส่วนเครื่องจักรกล ที่มักใช้ในงานที่มีอัตราความเสี่ยงต่อการสึกกร่อนสูง หรืองานที่อยู่ในสภาพที่มีการกัดกร่อนทางเคมี สำหรับ “การชุบหนา” เป็นการชุบเพื่อซ่อมแซมชิ้นส่วนอะไหล่ที่ชำรุดเสียหาย ให้กลับมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพดังเดิม ตัวอย่างชิ้นส่วนที่นำมาชุบฮาร์ดโครม เช่น กระบอกสูบไฮดรอลิก (Hydraulic cylinder) ด้ามลูกสูบ (Pump shafts) ลูกกลิ้ง (Rollers) วงแหวนลูกสูบ (Piston ring) ผิวด้านนอกเบ้าหล่อ (Mold surfaces) แม่พิมพ์ตอกโลหะ (Dies) ตะปูควง (Screws) และลำกล้องปืน (Gun bores) เป็นต้น



คุณสมบัติ
· ค่าความแข็งสูง (High Hardness)
· ต้านทานการสึกกร่อนได้ดี (Good Wear Resistance)
· ต้านทานการกัดกร่อนจากสารเคมีได้ดี (Good Corrosion Resistance)
· สัมประสิทธิ์การเสียดทานต่ำ (Low Coefficient of Friction)
· ใช้อุณหภูมิในการซ่อมแซมต่ำ (Low Temperature Treatment )

Metal Blackening (รมดำ)

Metal blackening (การรมดำ)





การรมดำ

การรมดำ(Metal Blackening) เป็นการทำให้ผิวของโลหะเปลี่ยนเป็นออกไซด์ โลหะนั้นมีลักษณะเป็นแผ่นฟิล์มสีดำเกาะติดแน่นบนผิวของโลหะ ในการรมดำเหล็กจะนำชิ้นงานที่เป็นเหล็กมาต้มในสารละลายที่ประกอบด้วย NaOH และ NaNO3 ที่อุณหภูมิ 135-145oC ซึ่งจะเห็นชิ้นงานเป็นสีดำ จากนั้นล้างน้ำให้สะอาด เช็ดให้แห้งแ ล้วชโลมด้วยน้ำมัน
วิธีการรมดำเหล็ก
สารเคมี
1.โซเดียมไฮดรอกไซด์ (โซดาไฟ) 750 กรัม
2.โซเดียมไนไตรต์ 250 กรัม
3.น้ำ 1 ลิตร

วิธีการ
1.เตรียมผิวชิ้นงานให้เรียบร้อย ถ้าต้องการรมดำด้านก็พ่นทรายที่ผิว ถ้าต้องการรดำมันก็ต้องขัดเหล็กจนเรียบครับ (ขัดด้วยกระดาษทรายไล่ความละเอียดจาก 300-600-800-1000)
2.ล้างชิ้นงานให้สะอาด โดยเฉพาะคราบไขมัน (รอยนิ้วมือ) ในหนังสือแนะนำสารล้าง 2 ตัวครับ คือต้มในโซดาไฟ หรือจะล้างด้วยน้ำยาล้างจานก็ได้ เพิ่มเติมให้อีกวิธีนึงคือใช้น้ำยาเช็ดกระจกก็ให้ผลดีครับ
3.เตรียมสารเคมีในภาชนะสเตนเลสเท่านั้น (ถ้าใช้ภาชนะเหล็กกล้าจะถูกน้ำยารมดำจะกัดกร่อน) ภาดที่ใส่อาหารตามร้านข้าวแกงน่าจะมีขนาดเหมาะสมกับการรมดำมีดมากกว่าหม้อนะครับ -เอาน้ำใส่ในภาชนะที่ต้องการ-ค่อยๆใส่สารเคมีทั้ง 2 ชนิดลงไป ****ห้ามใส่สารเคมีก่อนแล้วเติมน้ำตามโดยเด็ดขาด**** คนให้สารเคมีละลาย
4.เมื่อน้ำเริ่มเดือด (100 องศา)ใส่ชิ้นงานลงไป ต้มซักครึ่งชั่วโมง ถ้าได้ผิวรมดำสม่ำเสมอดีแล้วก็หยุดต้มครับ ถ้ายังก็ต้มต่อซักพัก
5.ล้างชิ้นงานด้วยน้ำเปล่าให้สะอาด เช็ดให้แห้ง ใช้น้ำมันเช็ดปืนหรือน้ำมันเครื่องทาให้ชุ่ม นำไปวางไว้กลางแดด (หากาละมังหรืออะไรมาครอบไว้หน่อย) ซักครึ่งชั่วโมง

ข้อควรระวัง
1.ใส่น้ำในภาชนะก่อนแล้วค่อยเติมสารเคมี
2.ควรสวมถุงมือยางขณะทำงาน
3.ต้มชิ้นงานในที่อากาศถ่ายเทสะดวก เพราะควันสารเคมีเหม็นและกัดเยื่อบุทางเดินหายใจ
4.สารเคมีที่ใช้แล้ว ถ้าจะเก็บไว้ควรเก็บใส่ในขวดพลาสติกทึบ ถ้าจะทิ้งต้องเทลงท่อพร้อมทั้งปิดน้ำตามมากๆ (แนะนำว่าเก็บไว้ใช้ดีกว่าครับ)

แลกลิงค์

Create your own banner at mybannermaker.com!
Copy this code to your website to display this banner!
ต้องการแลกลิงค์ติดต่อ plasmamax@gmail.com